← ทุกบทความ

Journal

เศียรพระในต้นไม้ วัดมหาธาตุ อยุธยา: มาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร และชมอย่างไรให้ถูกกติกา

โดย The Mercury Editors30 กรกฎาคม 25695 นาที

เศียรพระในต้นไม้ วัดมหาธาตุ อยุธยา: มาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร และชมอย่างไรให้ถูกกติกา

เศียรพระในต้นไม้ที่วัดมหาธาตุ อยุธยา ไม่ได้ถูกใครจงใจวางไว้ — และนั่นคือเหตุผลที่มันทรงพลัง เศียรพระพุทธรูปหินทรายจมอยู่ในรากโพธิ์ราวกับต้นไม้ตั้งใจโอบรับไว้เอง จนกลายเป็นภาพที่คนทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อได้ยินชื่ออยุธยา หลายคนเห็นภาพนี้ก่อนตัดสินใจซื้อตั๋วมาเมืองไทยด้วยซ้ำ บทความนี้จะเล่าว่าเศียรนั้นน่าจะมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ควรดูอะไรต่อในวัดเดียวกัน ถ่ายรูปอย่างไรให้ถูกกติกา — ซึ่งมีข้อเดียวที่สำคัญจริง — มาช่วงไหนคนน้อยที่สุด แล้วครึ่งวันที่เหลือจากใจกลางเกาะเมืองควรไหลไปทางไหนต่อ

เศียรพระมาอยู่ในรากโพธิ์ได้อย่างไร: สองทฤษฎีที่เล่าต่อกันมา

วัดมหาธาตุสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 1917 ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 และเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของราชธานี ก่อนที่กรุงจะแตกในปี พ.ศ. 2310 พระพุทธรูปจำนวนมากถูกตัดเศียรในคราวนั้น และนี่คือจุดที่เรื่องเล่าแยกเป็นสองทาง ทฤษฎีแรกบอกว่าเศียรหนึ่งร่วงลงมากองอยู่ใกล้ต้นโพธิ์อ่อน แล้วรากก็ค่อย ๆ โอบรับมันไว้ตลอดสองศตวรรษที่วัดถูกทิ้งร้าง ทฤษฎีที่สองเล่าว่านักล่าสมบัติราวต้นศตวรรษที่ยี่สิบพยายามขนเศียรออกไป แต่มันหนักเกินกว่าจะเอาไปไหว จึงทิ้งไว้ข้างต้นไม้ แล้วธรรมชาติก็ทำงานของมันต่อ ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเรื่องไหนจริง แต่ทั้งสองเรื่องจบลงที่เดียวกัน — ต้นไม้ไม่ได้กลืนพระ มันประคองไว้ และภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมชาติรับช่วงดูแลต่อจากมนุษย์ ก็กลายเป็นภาพจำของเมืองทั้งเมือง

วัดมหาธาตุนอกเหนือจากเศียรพระ: อะไรควรดูต่อ

คนส่วนใหญ่เดินตรงไปที่เศียรพระ ถ่ายรูป แล้วออก — ซึ่งน่าเสียดาย เพราะวัดทั้งวัดคือคำอธิบายว่าทำไมเศียรนั้นถึงอยู่ตรงนั้น ปรางค์ประธานที่เคยตระหง่านกลางวัดพังทลายลงในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ เหลือเพียงฐานมหึมาที่ยังบอกขนาดเดิมได้ ตามแนวระเบียงและฐานชุกชี พระพุทธรูปนั่งเรียงแถวโดยไม่มีเศียรแม้แต่องค์เดียว — ร่องรอยตรงจากเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2310 ที่ทำให้ภาพในรากโพธิ์เกิดขึ้นได้ เผื่อเวลาเดินสักสี่สิบห้านาทีถึงหนึ่งชั่วโมง เดินให้ถึงมุมด้านในที่เงียบกว่า แล้วภาพเศียรพระที่คุณเพิ่งถ่ายจะเปลี่ยนความหมายไป จากภาพแปลกตาหนึ่งภาพ กลายเป็นบทสรุปของเรื่องทั้งเรื่อง วัดเปิดราวแปดโมงครึ่งถึงหกโมงเย็น ค่าเข้าห้าสิบบาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กติกาถ่ายรูปกับเศียรพระ: นั่งให้ต่ำกว่าเศียร และมาให้ถูกเวลา

กติกามีข้อเดียวที่สำคัญจริง: ห้ามยืนค้ำเศียรพระ ถ้าจะถ่ายรูปคู่ ให้นั่งหรือย่อตัวลงให้ศีรษะของคุณอยู่ต่ำกว่าเศียรพระเสมอ ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพตามธรรมเนียมไทย บริเวณนั้นมักมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและจะเตือนทันทีถ้าใครยืนสูงเกิน แต่การรู้กติกาไปก่อนย่อมงามกว่าการถูกเตือน แต่งกายสุภาพเช่นเดียวกับวัดอื่น และอย่าหันหลังพิงเศียรเพื่อเซลฟี่ ส่วนเรื่องเวลา ช่วงแปดโมงครึ่งถึงราวสิบโมงเช้าคือหน้าต่างที่เงียบที่สุด ก่อนกรุ๊ปทัวร์จากกรุงเทพจะทยอยมาถึง หรือถ้ามาไม่ทันเช้า ช่วงบ่ายแก่ ๆ หลังสามโมงครึ่งคนก็เริ่มบางลงอีกครั้ง และแสงเฉียงของทั้งสองช่วงก็ใจดีกับกล้องกว่าแดดเที่ยงมาก

ต่อจิ๊กซอว์ครึ่งวันที่เหลือ: จากใจกลางเกาะเมืองสู่วัดริมน้ำ

ข้อดีของวัดมหาธาตุคือทำเลใจกลางเกาะเมือง — ออกจากประตูวัดแล้ว โบราณสถานสำคัญเรียงตัวอยู่ในระยะเดินหรือปั่นจักรยานถึงแทบทั้งหมด ฝั่งตรงข้ามถนนคือวัดราชบูรณะที่ปรางค์ยังตั้งตระหง่าน เดินต่อไปทางตะวันตกไม่ไกลคือวัดพระศรีสรรเพชญ์กับเจดีย์สามองค์อันเป็นภาพจำอีกภาพของเมือง ทั้งหมดนี้กินเวลาราวครึ่งเช้าโดยไม่ต้องรีบ จากนั้นเมืองจะค่อย ๆ พาคุณออกจากใจกลางไปหาขอบ — เพราะโบราณสถานชุดถัดไปของอยุธยาไม่ได้อยู่กลางเกาะ แต่เรียงตัวอยู่ริมแม่น้ำที่โอบเมืองไว้ วัดไชยวัฒนารามคือปลายทางที่คนมักเก็บไว้ท้ายสุดเพื่อรอแสงเย็น และเมื่อเดินมาถึงจุดนี้ คำถามก็เปลี่ยนจาก 'ดูวัดไหนต่อ' เป็น 'จะมองเมืองนี้จากมุมไหนต่อ'

มุมของคนริมน้ำ: ภาพจำอีกครึ่งหนึ่งของอยุธยาอยู่บนแม่น้ำ

พวกเราทำงานอยู่ริมแม่น้ำของเมืองนี้ทุกวัน และมีข้อสังเกตหนึ่งที่อยากฝากไว้ เศียรพระในรากโพธิ์คือภาพจำครึ่งหนึ่งของอยุธยา — ครึ่งที่มองจากพื้นดิน แต่อยุธยาในยุครุ่งเรืองเป็นเมืองท่าที่โลกเดินทางมาถึงทางน้ำ ราชทูตและพ่อค้าเห็นปรางค์และเจดีย์ครั้งแรกจากดาดฟ้าเรือ ไม่ใช่จากลานวัด ภาพจำอีกครึ่งจึงต้องดูจากแม่น้ำ: แนวกำแพงวัดที่ไล่ระดับลงมาจรดน้ำ วัดไชยวัฒนารามที่ตั้งท่ารับแสงเย็นราวกับสร้างมาเพื่อให้มองจากกลางลำน้ำ และเส้นขอบเมืองเก่าที่ค่อย ๆ คลี่ออกตามจังหวะของเรือ ถ้าเช้าของคุณเริ่มที่เศียรพระ ลองให้เย็นของคุณจบบนผิวน้ำ — แล้วสองภาพนั้นจะประกอบกันเป็นอยุธยาที่ครบทั้งเมือง