
สร้าง พ.ศ. 1867 (ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา 27 ปี)
วัดพนัญเชิงวรวิหาร
ณ จุดบรรจบด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่แม่น้ำเจ้าพระยาสบกับแม่น้ำป่าสัก วัดพนัญเชิงวรวิหารตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ หันหน้าเข้าสู่ปลายเกาะเมืองโดยตรง สังเกตพระวิหารสีขาวหลังสูงและหลังคาซ้อนชั้นปิดทองที่ผุดขึ้นเหนือสายน้ำ ภายในประดิษฐาน 'หลวงพ่อโต' (พระพุทธไตรรัตนนายก) พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์มหึมา สูงราว 19 เมตร หน้าตักกว้างราว 14 เมตร หนึ่งในพระพุทธรูปนั่งที่ใหญ่ที่สุดของแผ่นดินไทย หล่อขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1867 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 27 ปี ศาลเจ้าจีนสีแดงทองและโคมไฟที่เรียงรายเคียงข้างสถาปัตยกรรมไทยสะท้อนศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีนมาหลายศตวรรษ ครั้งหนึ่งแม่ทัพเรือเจิ้งเหอแห่งราชวงศ์หมิงเคยแวะสักการะ ณ ที่นี้เมื่อ พ.ศ. 1950 ระหว่างการเดินเรือครั้งยิ่งใหญ่ของท่าน
หลวงพ่อโต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง
หัวใจของวัดพนัญเชิงคือ “หลวงพ่อโต” หรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดมหึมา สูงราว 19 เมตร หน้าตักกว้างราว 14 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูนแล้วลงรักปิดทองทั้งองค์ ประดิษฐานเต็มพระวิหารจนแทบจรดเพดาน นับเป็นพระพุทธรูปนั่งที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดองค์หนึ่งของแผ่นดินไทย ชาวเรือแต่โบราณถือเป็นพระคุ้มครองการเดินทางทางน้ำ จึงนิยมมากราบไหว้ขอพรก่อนออกเรือ
มีตำนานเล่าขานว่า ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 องค์พระได้หลั่งน้ำพระเนตรไหลลงมาจนถึงพระนาภี ราวกับร่ำไห้ต่อชะตากรรมของราชธานี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้บูรณะครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2397 และพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก”
ตำนานเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก และที่มาของชื่อ
ชื่อ “พนัญเชิง” มีเรื่องเล่าคู่กันมาสองสาย สายหนึ่งผูกกับตำนานความรักอันเศร้าของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก เล่ากันว่าฮ่องเต้จีนได้ประทานพระราชธิดาให้อภิเษกกับพระเจ้าสายน้ำผึ้งแห่งอยุธยา แต่เมื่อเรือมาถึง พระองค์กลับมิได้เสด็จลงมารับด้วยพระองค์เอง เจ้าหญิงน้อยพระทัยจนกลั้นพระทัยสิ้นพระชนม์ ณ ริมฝั่งแห่งนี้ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงโปรดให้สร้างศาลอุทิศไว้ และเชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อวัดในเวลาต่อมา
อีกสายหนึ่งอธิบายตามรากศัพท์เขมร ว่า “พนัง” แปลว่าขัดหรือไขว้ และ “เชิง” แปลว่าเท้า รวมกันหมายถึงพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ ทุกวันนี้ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากภายในวัดยังเป็นที่นิยมของผู้มาขอพรเรื่องความรักและหน้าที่การงาน
ศรัทธาไทย-จีน และการมาเยือนของกองเรือหมิง
วัดพนัญเชิงเป็นภาพสะท้อนศรัทธาไทย-จีนที่หยั่งรากลึกริมแม่น้ำสายนี้มากว่าเจ็ดศตวรรษ ชาวไทยเชื้อสายจีนเรียกหลวงพ่อโตด้วยความเคารพว่า “ซำปอกง” ชื่อเดียวกับที่ใช้เรียกเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือราชวงศ์หมิง ศาลเจ้าจีนสีแดงทอง โคมไฟ และธูปควันหลนจึงตั้งเคียงคู่สถาปัตยกรรมไทยอย่างกลมกลืน
พงศาวดารบันทึกว่าเมื่อ พ.ศ. 1950 กองเรือมหาสมบัติของราชวงศ์หมิงในการเดินเรือครั้งที่สองได้แวะเยือนกรุงศรีอยุธยา และมีการถวายเครื่องสักการะแก่วัดในพระราชพิธีที่ราชสำนักสยามร่วมด้วย (นักประวัติศาสตร์บางท่านเห็นว่าผู้มาเยือนน่าจะเป็นคณะนายทหารของเจิ้งเหอมากกว่าตัวแม่ทัพเอง) ด้วยเหตุนี้ผู้แสวงบุญชาวจีนจากทั่วโลกจึงยังเดินทางมากราบไหว้ที่นี่ไม่ขาดสาย
มองจากสายน้ำ — สิ่งที่จะได้เห็นจากเรือ
จากบนเรือ วัดพนัญเชิงคือหมุดหมายสำคัญที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง ตรงจุดที่แม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกับเจ้าพระยา มองหาพระวิหารสีขาวหลังสูงและหลังคาซ้อนชั้นปิดทองที่ผุดเด่นเหนือแนวไม้ริมน้ำ กับหมู่ศาลเจ้าจีนสีแดงทองที่เรียงรายอยู่ริมตลิ่ง
ช่วงเวลาที่งดงามที่สุดคือยามบ่ายคล้อยถึงเย็น เมื่อแสงทองอาบหลังคาวิหารและสะท้อนผิวน้ำ หากมาในเทศกาลตรุษจีนหรือวันไหว้สำคัญ จะได้เห็นเรือและผู้คนคับคั่งเป็นพิเศษ บรรยากาศศรัทธาที่มีชีวิตชีวานี้ต่างจากวัดร้างอันเงียบสงบแห่งอื่นรอบเกาะเมืองอย่างสิ้นเชิง
รู้ไหมว่า
รู้หรือไม่: ชาวจีนเรียกหลวงพ่อโตว่า 'ซำปอกง' และเชื่อกันว่าก่อนกรุงแตกใน พ.ศ. 2310 พระเนตรของพระพุทธรูปได้หลั่งน้ำตาไหลลงถึงพระนาภี ราวกับร่ำไห้ต่อการล่มสลายของราชธานี
คำถามที่พบบ่อย
หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงสูงเท่าไหร่?+
หลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) สูงราว 19 เมตร หน้าตักกว้างราว 14 เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของไทย
วัดพนัญเชิงสร้างในสมัยใด?+
ตามตำนานสร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาราว 27 ปี จึงเป็นวัดที่เก่าแก่กว่าตัวราชธานีเสียอีก
ทำไมชาวจีนเรียกหลวงพ่อโตว่า “ซำปอกง”?+
ชาวไทยเชื้อสายจีนเรียกหลวงพ่อโตว่า “ซำปอกง” อันเป็นชื่อเดียวกับที่ใช้เรียกเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือราชวงศ์หมิง สะท้อนความผูกพันไทย-จีนและตำนานการมาเยือนของกองเรือหมิงเมื่อ พ.ศ. 1950
ล่องเรือผ่านวัดพนัญเชิงและเห็นจากแม่น้ำได้ไหม?+
ได้ครับ วัดพนัญเชิงตั้งอยู่ริมน้ำตรงจุดบรรจบของแม่น้ำป่าสักกับเจ้าพระยา ทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง จึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายเด่นที่มองเห็นได้ชัดจากเรือ โดยเฉพาะช่วงแสงเย็น และเป็นจุดแวะสำคัญในเส้นทางล่องเรือรอบเกาะเมืองของ Mercury Cruise
© Mastertongapollo, Wikimedia Commons (CC BY-SA)