
โบสถ์ปัจจุบันสร้าง พ.ศ. 2426–2434
โบสถ์นักบุญยอแซฟ
โบสถ์สีเหลืองสดใสหลังนี้คือแหล่งกำเนิดของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในสยาม เริ่มจากโบสถ์ไม้ที่พระสังฆราชปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2209 บนที่ดินซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทาน โปรดสังเกตหอระฆังและหน้าบันสมมาตรแบบโรมาเนสก์ที่ผงาดขึ้นแทบจะจากผิวน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี โยอาคิม กราสซี และเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2434 ผนังสีเหลืองอมส้มอันอบอุ่นตัดกับความเขียวขจีของสองฝั่งอย่างโดดเด่น ทำให้เป็นหนึ่งในภาพจำที่งดงามที่สุดของเส้นทางล่องเรือ และเป็นความต่างที่สะดุดตาท่ามกลางวัดพุทธโดยรอบ
สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์แห่งโบสถ์หลังปัจจุบัน (พ.ศ. 2426–2434)
โบสถ์นักบุญยอแซฟหลังที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นในช่วงราวปี พ.ศ. 2426–2434 ตามแบบของสถาปนิกชาวอิตาลี ฌออากิม กราสซี ผู้ออกแบบอาคารสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพฯ ยุครัชกาลที่ 5 งานเพิ่มเติมในแบบโรมาเนสก์บางส่วนดำเนินต่อเนื่องในสมัยของบาทหลวงแปร์รอส สถาปัตยกรรมเน้นความสมมาตรของด้านหน้า ซุ้มโค้งมนแบบโรมาเนสก์ และหอระฆังที่ทะยานสูงเหนือแนวตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา
จุดเด่นที่สุดคือผนังฉาบสีเหลืองอมส้มอบอุ่น ซึ่งเรืองรองยามต้องแสงและตัดกันชัดเจนกับความเขียวขจีของสองฝั่งน้ำ ภายในโบสถ์ประดับกระจกสีที่บอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ตามธรรมเนียมโบสถ์คาทอลิกยุโรป แม้รายละเอียดบางส่วนจะได้รับการบูรณะเรื่อยมา แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงบรรยากาศอันสงบและสง่างามไว้ได้จนถึงทุกวันนี้
พระสังฆราชล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต สมเด็จพระนารายณ์ และจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2209
เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions Étrangères de Paris) เดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาราวปี พ.ศ. 2205 นำโดยพระสังฆราชปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานที่ดินและทรงอุปถัมภ์ให้คณะบาทหลวงตั้งถิ่นฐาน โดยราวปี พ.ศ. 2208–2209 ได้มีการก่อตั้งสามเณราลัยนักบุญยอแซฟ อันเป็นศูนย์กลางการอบรมนักบวชของภูมิภาค
นโยบายเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์เปิดทางให้ชุมชนคาทอลิกหยั่งรากบนฝั่งน้ำแห่งนี้ โบสถ์ไม้หลังแรกจึงถือกำเนิดขึ้นเป็นศูนย์รวมจิตใจของคริสตชน ด้วยเหตุนี้ที่แห่งนี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งกำเนิดของพระศาสนจักรคาทอลิกในสยาม แม้บันทึกบางฉบับจะระบุปีของการพระราชทานที่ดินและการสร้างโบสถ์ไม้แตกต่างกันเล็กน้อย
สงคราม การล่มสลาย และการสร้างใหม่ตลอด 350 ปี
โบสถ์ไม้หลังแรกได้รับการก่อสร้างใหม่ด้วยอิฐตามแบบยุโรประหว่างราวปี พ.ศ. 2228–2238 ทว่าเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 โบสถ์และสามเณราลัยถูกปล้นและเผาจนราบเป็นเถ้าถ่านในราววันที่ 23 มีนาคม การบูรณะครั้งสำคัญเริ่มขึ้นอีกครั้งในราวปี พ.ศ. 2374 โดยบาทหลวงปัลเลอกัวซ์ และแล้วเสร็จในราวปี พ.ศ. 2390
โบสถ์สีเหลืองที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นดั่ง “บทที่สี่” ของเรื่องราวที่เริ่มต้นบนฝั่งน้ำแห่งนี้ ต่อจากโบสถ์ไม้หลังแรก โบสถ์อิฐยุคอยุธยา และงานบูรณะสมัยบาทหลวงปัลเลอกัวซ์ สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าตัวอาคารคือชุมชนคาทอลิกที่ธำรงศรัทธาอยู่บนฝั่งน้ำนี้สืบเนื่องกว่า 350 ปี ผ่านทั้งสงครามและการล่มสลาย แล้วลุกขึ้นสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
มองจากสายน้ำ: ภาพที่ผู้โดยสารเรือได้เห็น
เมื่อล่องเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยารอบเกาะเมืองอยุธยา สายตาจะถูกดึงดูดด้วยผนังสีเหลืองอันเรืองรองที่ทะยานขึ้นแทบจากริมตลิ่ง หอระฆังแบบโรมาเนสก์และด้านหน้าอันสมมาตรตัดกับพุ่มไม้เขียวและท้องฟ้าอย่างชัดเจน เป็นภาพที่แปลกตาท่ามกลางยอดเจดีย์และหลังคาวัดพุทธโดยรอบ
โบสถ์ตั้งอยู่ริมฝั่งด้านใต้ของแนวน้ำที่โอบล้อมเกาะเมือง ช่วงเวลาที่งดงามที่สุดคือยามแสงเช้าและแสงเย็น เมื่อแดดอ่อนทำให้ผนังสีเหลืองเปล่งประกายอบอุ่นและสะท้อนลงบนผิวน้ำ สำหรับผู้เดินทางโดยเรือ นี่คือหนึ่งในภาพที่น่าจดจำที่สุดของอยุธยา—มรดกกว่าสามศตวรรษที่ยืนสง่าอยู่ริมสายน้ำเดียวกับที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเคยเดินทางมาถึง
รู้ไหมว่า
รู้หรือไม่: ที่นี่ถือเป็นแหล่งกำเนิดของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย โบสถ์สีเหลืองที่เห็นในวันนี้คือหลังที่สี่ในเรื่องราวที่เริ่มต้น ณ ริมฝั่งแห่งนี้เมื่อกว่า 350 ปีก่อน
คำถามที่พบบ่อย
โบสถ์นักบุญยอแซฟ อยุธยา สร้างขึ้นเมื่อใด?+
โบสถ์หลังปัจจุบันสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2426–2434 (ค.ศ. 1883–1891) ตามแบบของสถาปนิกชาวอิตาลี ฌออากิม กราสซี แต่ที่ตั้งแห่งนี้มีโบสถ์มาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666) โดยเริ่มจากโบสถ์ไม้หลังแรก
ทำไมโบสถ์จึงเป็นสีเหลือง และสร้างในสไตล์อะไร?+
โบสถ์ฉาบผนังด้วยสีเหลืองอมส้มอบอุ่นที่เรืองรองยามต้องแสง สร้างในสไตล์โรมาเนสก์ มีซุ้มโค้งมน ด้านหน้าสมมาตร และหอระฆังสูง ตัดกันชัดเจนกับวัดพุทธโดยรอบ
ใครเป็นผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งนี้?+
ผู้ก่อตั้งคือพระสังฆราชปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต แห่งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส บนที่ดินที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทาน จึงถือเป็นแหล่งกำเนิดของพระศาสนจักรคาทอลิกในสยาม
สามารถชมโบสถ์นักบุญยอแซฟจากการล่องเรือได้หรือไม่?+
ได้ ผนังสีเหลืองและหอระฆังของโบสถ์ตั้งเด่นแทบจากริมตลิ่ง มองเห็นได้ชัดเจนจากสายน้ำ และเป็นหนึ่งในจุดแวะชมตามเส้นทางล่องเรือรอบเกาะเมืองของ Mercury Cruise โดยงดงามที่สุดในยามแสงเช้าและแสงเย็น
© Uhooep, Wikimedia Commons (CC BY-SA)